Showing posts with label องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์. Show all posts
Showing posts with label องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์. Show all posts
      »»» 3.8.1 ช่วยสร้างงาน
      »»» 3.8.2 ช่วยสร้างความบันเทิง
      »»» 3.8.3 ช่วยติดต่อสื่อสาร
      »»» 3.8.4 ช่วยสืบค้นข้อมูล
      »»» 3.8.5 ช่วยแก้ปัญหาทางด้านสังคมและประเทศ

          คอมพิวเตอร์มีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ประโยชน์ทางตรง คือ คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างเที่ยงตรงรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี และมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก

ประโยชน์ทางอ้อม คือ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ช่วยเพิ่มพูนความรู้และสามารถเรียนรู้ได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งช่วยพัฒนาระบบงานในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านเทคนิคและเทคโนโลยีของระบบงานที่ทันสมัย ซึ่งจะส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสรุปประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ได้ดังต่อไปนี้

           3.8.1 ช่วยสร้างงาน เช่น เอกสาร รายงาน รูปภาพ งานศิลปะ แบบจำลองโครงสร้าง เป็นต้น ซึ่งสามารถสร้างชิ้นงานได้ถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก

          3.8.2 ช่วยสร้างความบันเทิง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เป็นต้น ช่วยทำให้ผ่อนคลายความเครียด อีกทั้งได้รับความสนุกสนานและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

          3.8.3 ช่วยติดต่อสื่อสาร  ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลกัน คอมพิวเตอร์สามารถรับส่งข้อมูลข่าวสารได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ช่วยทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก

          3.8.4 ช่วยสืบค้นข้อมูล  คอมพิวเตอร์เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดี สำหรับค้นคว้าหาความรู้ต่างๆทำให้ได้รับข้อมูลตามความต้องการ ซึ่งนับว่าช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการสืบค้นข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะได้ข้อมูลที่หลากหลายและเป็นสากล

          3.8.5 ช่วยแก้ปัญหาทางด้านสังคมและประเทศ  คอมพิวเตอร์ช่วยวางแผนการทำงานประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นระบบ ทำการค้า นำเข้าและส่งออกสินค้าได้ ทำให้สังคมและประเทศมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสังคมให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว





      »»» 3.7.1 ด้านราชการ
      »»» 3.7.2 ด้านงานธุรกิจ
      »»» 3.7.3 ด้านการคมนาคมขนส่ง
      »»» 3.7.4 ด้านงานการศึกษา
      »»» 3.7.5 ด้านงานวิทยาศาสตร์และการแพทย์
      »»» 3.7.6 ด้านงานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม
      »»» 3.7.7 งานอื่นๆ

          คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราทุกคน ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน ต่างก็มีคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบการทำงาน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างงานต่างๆกล่าวได้ว่าคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทและเป็นส่วนสำคัญในด้านต่างๆดังต่อไปนี้

3.7.1 ด้านราชการ (government) 

          หน่วยงานราชการเป็นหน่วยงานที่นำคอมพิวเตอร์มาใช้งานในการบริการด้านต่างๆ ตามบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานนั้น เช่น
กรมสรรพากร ได้วางระบบบนเว็บไซต์ สำหรับให้บริการคำนวณภาษี เสียภาษี และรายการต่างๆ
ที่ว่าการอำเภอ ใช้คอมพิวเตอร์จัดเก็บข้อมูลการแจ้งเกิด แจ้งตาย ย้ายที่อยู่ หรือทำบัตรประชาชน
สำนักงานสถิติแห่งชาติ ใช้คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลสถิติสำมะโนประชากร หรือวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ เป็นต้น

รูปที่ 3.45 เว็บไซต์ของกรมสรรพากรที่ให้บริการเกี่ยวกับภาษี
ที่มา : https://moneyhub.in.th/wp-content/uploads/2016/01/tax1.jpg


          คอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้กับงานด้านธุรกิจ ทั้งการจัดทำเอกสาร นำเสนองาน โดยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้กันทั่วไป เช่น Microsoft office มาใช้กันอย่างแพร่หลาย และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เช่น ห้างสรรพสินค้าใช้คอมพิวเตอร์ในการทำระบบบัญชีสำเร็จรูป เพื่อทำรายการซื้อและขายสินค้า การตรวจสอบยอดคงเหลือของสินค้า ธุรกิจออนไลน์นำคอมพิวเตอร์มาใช้งานในรูปแบบของการซื้อและขายสินค้าผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต (e-commerce) การทำธุรกิจในการรับชำระเงินค่าเช่าซื้อสินค้าและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ที่มีการออนไลน์ข้อมูลกับหน่วยงานหลักเพื่อทำการตัดยอดบัญชีโดยอัตโนมัติ

งานธนาคารที่บริการการฝากเงิน การถอนเงิน การโอนเงิน การกู้ยืมเงิน การคิดดอกเบี้ย รวมถึงการทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-banking) หรือการทำธุรกรรมต่างๆ โดยใช้โทรศัพท์มือถือผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ (m-banking) ที่มีความสามารถเท่าเทียมกับคอมพิวเตอร์แบบพกพา นอกจากนี้ยังสามารถชำระค่าบริการและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าบริการผ่อนชำระสินค้าผ่านบัตรเครดิต การเติมเงินมือถือ การซื้อขายหุ้นเป็นต้น


รูปที่ 3.46 การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ที่มา : http://eclaim3.emcsthai.com/eclaim/billpaymentweb/img/bbl-iBanking2.jpg


          การคมนาคมและการขนส่ง เช่น การเดินทางโดยเครื่องบิน เรือ รถไฟ รถไฟฟ้า และรถประจำทาง ได้มีการนำคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนสำคัญในการให้บริการแก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็น การสำรองที่นั่ง ผ่านระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การออกบัตรโดยสารออนไลน์ การตรวจสอบเส้นทางและตารางเดินทาง มีส่วนช่วยในการบริหารจัดการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย

นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ยังถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการควบคุมระบบการจราจร เพื่อช่วยจัดระเบียบเส้นทางการจราจรให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยังมีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างสถานการณ์จำลองการบินสำหรับนักบินฝึกหัด โดยจำลองการขับเครื่องบินเสมือนจริงช่วยประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักบินและผู้โดยสารได้อีกด้วย


รูปที่ 3.47 การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการคมนาคม การสำรองที่นั่ง
ที่มา :  
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgkMpJ5pRZmDKEs2NO8Vo5du13bV0RCr2AUJ1_Jvma1uP-_yynLwZzLN6_34aeU723S6mvSbGPZaTqceO5GTEWi-Nm8xlhWG9_sllDoN785c4jRK6L6MKyKNrwuRh6Q8gI7mfAQy0Ufr4Q/s1600/Screen+Shot+2556-09-24+at+2.24.48+AM.jpg

          สถาบันการศึกษาในปัจจุบันนี้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนโดยการใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) โดยสื่อนี้จะนำรูปแบบของภาพ เสียง ตัวอักษร และเทคนิคการนำเสนอต่างๆที่น่าสนใจ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง และสามารถทบทวนได้ตลอดเวลา และการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต(e-learning) สร้างบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อช่วยให้ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลและไม่สะดวกเข้าชั้นเรียน สามารถเรียนรู้ผ่านระบบได้ด้วยตนเอง รวมถึงใช้ในการบริหารโรงเรียน เช่น งานทะเบียน งานวัดผลการเรียน การยืม และคืนหนังสือห้องสมุด เป็นต้น


รูปที่ 3.48 การเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ที่มา : https://home.kku.ac.th/acamed/moodle/editcourse01.JPG


          นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ได้นำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการศึกษา คำนวณ ค้นคว้า วิจัย รวมทั้งจำลองสิ่งต่างๆในทางวิทยาศาสตร์ให้อยู่ใน
รูปแบบที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น และสร้างผลงานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เช่น การจำลองรหัสพันธุกรรม การพยากรณ์อากาศ การสำรวจการขุดเจาะทรัพยากรธรณี การเตือนแผ่นดินไหว การทำแผนที่จากภาพถ่ายดาวเทียม การสำรวจอวกาศขององค์กรนาซา เป็นต้น

อีกทั้งยังมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานร่วมกับเครื่องมือและอุปกรณ์สมัยใหม่ในการวินิจฉัยโรคและตรวจสอบอาการของไข้ เช่น เครื่องตรวจวัดคลื่นหัวใจ เครื่องตรวจวัดคลื่นสมอง เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่สามารถสร้างภาพสามมิติของอวัยวะภายใน ช่วยให้แพทย์สามารถรักษาและวินิจฉัยโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี่ยังใช้ระบบการเงิน สถิติ ข้อมูลของคนไข้ โดยโรงพยาบาลบางแห่งมีการเชื่อมโยงประวัติข้อมูลของคนไข้ เมื่อมาพบแพทย์อีกครั้งก็สามารถเรียกดูประวัติของคนไข้ว่าเคยแพ้ยาชนิดใด มีโรคประจำตัวหรือไม่ มีกรุ๊ปเลือดอะไร เพื่อให้แพทย์สามารถทราบข้อมูลเบื้องต้น เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว


รูปที่ 3.49 เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สามารถสร้างภาพสามมิติของอวัยวะภายใน
ที่มา : http://www.seriruk.co.th/center/new-neuro/images/CT_%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%9B.jpg



          วิศวกรและสถาปนิกนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการออกแบบ เขียนแบบ หรือจำลองโครงสร้างของงานต่างๆ เช่น การออกแบบอาคารพาณิชย์ การสร้างเขื่อนเพื่อรองรับน้ำฝน การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ เป็นต้น โดยคอมพิวเตอร์จะช่วยในการคำนวณที่ซับซ้อน และแสดงผลถึงประสิทธิภาพของงานที่ออกแบบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การคำนวณที่ถูกต้องและรวดเร็ว เช่น การคำนวณวงโคจรของดาวเทียม เพื่อใช้ในการรับและส่งสัญญาณดาวเทียม เป็นต้น

รูปที่ 3.50 การใช้คอมพิวเตอร์ในงานด้านสถาปนิก
ที่มา : https://sites.google.com/a/saharaj.ac.th/kroowatcharapong/_/rsrc/1469075487115/hnwy-thi-1-rabb-khxmphiwtexr/1-2-bthbath-khxng-khxmphiwtexr/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E16%20%28Custom%29.png




3.7.7 งานอื่นๆ
          นอกจากที่กล่าวมาแล้ว คอมพิวเตอร์ยังมีบทบาทด้านอื่นๆ หลายด้าน เช่น งานละคร  
งานโฆษณา งานโรงแรม การนำเข้าสินค้า การส่งออกสินค้า การประชุมทางไกล การวิเคราะห์ตลาดหุ้น เป็นต้น โดยคอมพิวเตอร์จะช่วยออกแบบ ลงทะเบียน ตรวจสอบ บันทึก และเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว


รูปที่ 3.51 การประชุมทางไกลผ่านเครือข่าย (Video Conference System)
ที่มา : https://www.paradisosolutions.com/blog/wp-content/uploads/2015/07/moole_webex_integration2.jpg





      »»» 3.6.1 ฮาร์ดดิสก์
      »»» 3.6.2 ออปติคัลดิสก์
      »»» 3.6.3 อุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟลช

          หน่วยความจำรอง (secondary storage) เป็นหน่วยเก็บข้อมูลถาวรที่ผู้ใช้สามารถย้ายข้อมูลและคำสั่งที่อยู่ในหน่วยความจำแรมขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานมาจัดเก็บไว้ได้ด้วยคำสั่งบันทึกของโปรแกรมประยุกต์  ทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลและคำสั่งมาใช้ในภายหลัง ซึ่งหน่วยความจำรองมีความจุข้อมูลมากกว่าหน่วยความจำหลักและมีราคาถูกกว่า แต่เข้าถึงข้อมูลได้ช้ากว่าหน่วยความจำแรม อุปกรณ์หน่วยความจำรองที่นิยมใช้ปัจจุบัน มีดังนี้

3.6.1 ฮาร์ดดิสก์

          ฮาร์ดดิสก์ (hard disk) เป็นอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลได้มาก สามารถเก็บได้อย่างถาวร โดยไม่ต้องมีไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา เมื่อปิดเครื่องข้อมูลก็จะไม่สูญหาย จึงถูกจัดเป็นอุปกรณ์ ที่ใช้ในการเก็บระบบปฏิบัติการ โปรแกรม และข้อมูลต่างๆ ฮาร์ดดิสก์มีหน่วยความจุตั้งแต่เป็นไบต์ เมกะไบต์ จนถึงจิกะไบต์ หากเครื่องคอมพิวเตอร์มีความจุของฮาร์ดดิสก์มากก็จะเก็บข้อมูลได้มาก

          ฮาร์ดดิสก์ทำมาจากแผ่นจานแม่เหล็ก (platter) วางซ้อนกันหลายๆ แผ่น โดยที่ทุกแทรก (track)และเซกเตอร์ (sector) ที่มีตำแหน่งตรงกันของฮาร์ดดิสก์ในชุดหนึ่งจะเรียกว่า ไซลินเดอร์ (cylinder) แผ่นจานแม่เหล็กของฮาร์ดดิสก์นั้นหมุนเร็วมาก โดยที่หัวอ่านและบันทึกจะไม่ไปสัมผัสกับผิวของแผ่นจานแม่เหล็ก ดังนั้นหากหัวอ่านและบันทึกมีฝุ่นสะสมอยู่มาก หัวอ่านและบันทึกจะไปสัมผัสกับผิวของแผ่นจานแม่เหล็ก ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการเรียกใช้ข้อมูลหรือเกิดความเสียหายได้

รูปที่ 3.37 ฮาร์ดดิสก์
ที่มา :  http://www.riverplus-ipc.com/uploads/8/7/0/9/8709997/9049598.jpg?498



การเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์

           1. ควรเลือกฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุและความเร็วเหมาะสมกับลักษณะงานที่ใช้ ดังนี้

ลักษณะการใช้งาน
ความจุ/ความเร็ว
พิมพ์เอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง และเล่นอินเทอร์เน็ต
   0-10 GB/5,400 RPM
กราฟิก ตกแต่งภาพความละเอียดสูง
   200-250 GB/7,200 RPM
สร้างมัลติมีเดีย ตัดต่อเสียง และวิดีโอ
   320 GB ขึ้นไป/10,000 RPM

RPM (Revolutions per minute) คือ จำนวนรอบต่อนาที ซึ่งเป็นหน่วยวัดอัตราการหมุนของจานดิสก์ที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ ซึ่งความเร็วรอบสูงขึ้น อัตราการถ่ายโอนข้อมูลก็จะเร็วยิ่งขึ้น

2. ควรเลือกฮาร์ดดิสก์ที่มีการรับประกัน

การดูแลรักษาฮาร์ดดิสก์

          1.ควรสแกนหาไวรัสเป็นประจำทุกสัปดาห์ หรือติดตั้งโปรแกรมสแกนไวรัสประจำเครื่องคอมพิวเตอร์และปรับปรุงโปรแกรมสแกนไวรัสอยู่เสมอ
          2.ควรลบไฟล์ขยะเป็นประจำทุกวันหรือทุกสัปดาห์ โดยการเรียกใช้โปรแกรมอรรถประโยชน์ของวินโดวส์ ได้แก่ Disk Cleanup
          3.ควรสแกนดิสก์หาพื้นที่เก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ที่บกพร่อง ซึ่งมักเกิดจากการปิดเครื่องโดยไม่ได้ shut down หรือไฟดับกะทันหัน  ซึ่งทำได้โดยการเรียกใช้โปรแกรม Check Disk
          4.ควรจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ให้เป็นระเบียบ เพื่อเพิ่มเนื้อที่เก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์และเข้าถึงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ได้รวดเร็วขึ้น โดยการเรียกใช้โปรแกรมยูทิลิที้ของวินโดวส์ได้แก่  Disk Defragmenter ซึ่งควรทำอย่างน้อยเดือนละครั้ง


          ออปติคัลดิสก์ (optical disk) คือ หน่วยความจำรองที่ใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์ในการบันทึกข้อมูลต่างๆ ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากกว่า ฮาร์ดดิสก์ธรรมดา ออปติคัลดิสก์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้

          1. ซีดีรอม (CD-ROM : Compact Disk-Read-Only Memory) เป็นหน่วยความจำรองที่บันทึกได้เพียงครั้งเดียว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นได้ รวมทั้งไม่สามารถบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมได้ ซีดีรอมไดร์ฟรุ่นแรกสุดนั้นมีความเร็วในการอ่านข้อมูลที่ 150 กิโลไบต์ต่อวินาทีเรียกว่า มีความเร็ว  1 เท่าหรือ 1 x ซึ่งซีดีรอมไดร์ รุ่นหลังๆจะอ้างอิงความเร็วในการอ่านข้อมูลจากรุ่นแรกเป็นหลัก เช่น ความเร็ว 52 เท่า (52x) เป็นต้น
รูปที่ 3.38 ซีดีรอม
ที่มา : http://1.bp.blogspot.com/_aTAVJ9zaJ8/SjF7LwcCSnI/AAAAAAAAAEY/XQf4wnEAK_g/s320/CD_Rom_Driver.jpg



           2. ซีดีอาร์ (CD-R : Compack Disk Recordable) เป็นหน่วยความจำรองที่เขียนข้อมูลลงแผ่นแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นได้ แต่ผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลลงแผ่นเดิมได้จนกระทั่งแผ่นเต็ม
รูปที่ 3.39 ซีดีอาร์
ที่มา : http://img.tarad.com/shop/c/cbtoolkit/img-lib/spd_20100120211137_b.jpg



          3.ซีดีอาร์ดับบลิว (CD-RW : Compact Disk Rewrite) หน่วยความจำที่สามารถเขียนข้อมูลลงแผ่น และสามารถเขียนข้อมูลใหม่ทับลงในแผ่นเดิม หรือผู้ใช้สามารถเปลี่ยนเนื้อหาต่างๆ ภายในแผ่นซีดีอาร์ดับบลิวได้คล้ายแผ่นฟลอบปี้ดิสก์
รูปที่ 3.40 ซีดีอาร์ดับบลิว
ที่มา : https://compustore.mx/wp-content/uploads/2017/06/cd-rw-sony-25pzs-02.jpg



4.ดีวีดี (DVD : Digital Video disk) เป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมแทนแผ่นซีดี เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลมาใช้มากขึ้น ซึ่งดีวีดีหนึ่งแผ่น สามารถเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ 4.7 กิกะไบต์ถึง 17 กิกะไบต์ นิยมใช้บันทึกภาพยนตร์ หลังจากที่บันทึกข้อมูลลงแผ่นดีวีดีแล้ว ผู้ใช้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดีวีดีมี 3 ชนิด ได้แก่ 

1. ดีวีดีรอม (DVD-ROM) ส่วนมากใช้ในการเก็บภาพยนตร์ที่มีความยาวเกินกว่าสองชั่วโมง มีความจุสูงสุดประมาณ 17 กิกะไบต์

รูปที่ 3.41 ดีวีดีรอม
ที่มา : https://c.76.my/Malaysia/ide-cd-rw-dvd-rom-drive-ecom4u-1606-12-ecom4u@4.jpg

  2. ดีวีดี-อาร์ (DVD-R) ใช้ในการเก็บข้อมูลที่มีปริมาณมาก และมีราคาสูงกว่าดีวีดีรอม ดีวีดี-อาร์ มีทั้งแบบเขียนข้อมูลได้ด้านเดียวและสองด้าน โดยมีความจุด้านละ 4.7 กิกะไบต์ หรือ 120 นาที
รูปที่ 3.42 ดีวีดี-อาร์
ที่มา : https://i.ebayimg.com/images/g/sP8AAOSwZVlXis-L/s-l300.jpg




          3. ดีวีดี-อาร์ดับบลิว (DVD-RW) เป็นเทคโนโลยีแบบแสง มีเครื่องอ่านดีวีดีแรมที่ให้ผู้ใช้บันทึก ลบ และบันทึกข้อมูลซ้ำลงบนแผ่นเดิมได้ โดยมีความจุเช่นเดียวกับดีวีดี-อาร์
รูปที่ 3.42 ดีวีดี-อาร์ดับบลิว
ที่มา : https://i.ebayimg.com/images/g/7zUAAOSwNuxXbw4x/s-l300.jpg




รูปที่ 3.43  บลูเรย์ดิสก์ นิยมใช้ในการบันทึกภาพยนตร์
ที่มา : http://img.tamtay.vn/files/photo2/2010/1/23/10/358949/4b5a741a_0803a4f6_blu-ray_200gb.png



การเลือกซื้อออปติคัลดิสก์

          1.ควรซื้อแผ่นที่ใส่ในหลอดแผ่นซีดีแบบ 50 แผ่น ไม่ควรซื้อแบบใส่ซองพลาสติกแบบซ้อนกันขยาย เนื่องจากอาจเกิดรอยขีดข่วนบนแผ่นได้
          2.ควรเลือกสีเคลือบด้านบนที่เป็นมันวาว เพราะจะไม่สึกกร่อนง่าย

การดูแลรักษาออปติคัลดิสก์

          1. เก็บแผ่นไว้ในกล่องหรือซองที่มิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและรอยขีดข่วน
          2. ควรเช็ดทำความสะอาดแผ่นก่อนใช้
          3. ควรตรวจเช็คแผ่นซีดีนั้นว่ายังสามารถอ่านได้อยู่เสมอ และประมาณ 2 ปี ควรนำแผ่นข้อมูลสำคัญมาบันทึกใหม่


          อุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟลช (flash memory device) แฟลชไดร์ฟ (flash drive)  ธัมไดรฟ์ 
(thumb drive) หรือแฮนดีไดรฟ์ (handy drive) เป็นหน่วยความจำประเภทรอมที่เรียกว่า อีอีพร็อม 
(Electrically Erasable Programmable Read Only Memory : EEPROM)  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่สามารถเก็บข้อมูลได้เหมือนฮาร์ดดิสก์ คือ สามารถเขียนและลบข้อมูลได้ตามความต้องการ และเก็บข้อมูลได้แม้ไม่ได้ต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำชนิดนี้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา พกพาได้สะดวก
ไมโครเอสดีการ์ด

เอสดีการ์ด


แฟลชไดรฟ์


รูปที่ 3.44 หน่วยความจำแบบแฟลช
ที่มา : https://th-live-03.slatic.net/p/2/kingston-micro-sd-card-class-4-16gb-with-adapter-1450763926-18016-1-catalog_233.jpg
ที่มา : http://i.ebayimg.com/00/$(KGrHqJHJFEFEkoR+lJ,BRgKzDqDgg~~_32.JPG
ที่มา : http://syda-industrial.com/bigpic/6/26/20091005171320.jpg

การเลือกซื้ออุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟลช

          1.ควรเลือกที่มีความแข็งแรงขนาดไม่ใหญ่เกินไป และฝาปิดควรให้เชื่อมต่อกับตัวหน่วยความจำ เพื่อไม่ให้สูญหายง่าย
          2. ควรเลือกขนาดความจุและราคาที่เหมาะสม
          3. ควรเลือกที่มีการรับประกัน

การดูแลรักษาอุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟลช

          เมื่อเลิกใช้หน่วยความจำแบบแฟลชที่ต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องยกเลิกการเชื่อมต่อ โดยคลิกขวาที่การเชื่อมต่อด้านขวามือของทาส์กบาร์ คลิก Safe To Remove Hardware จากนั้นคลิก Stop และ Close ที่หน้าจอ ไม่ควรดึงออกจากการต่อเชื่อมเลยทันที






      »»» 3.5.1 จอภาพ
      »»» 3.5.2 เครื่องพิมพ์
      »»» 3.5.3 ลำโพง

          หน่วยแสดงผล (output unit) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ผ่านการประมวลผล โดยจะแปลงผลลัพธ์จากสัญญาณไฟฟ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นรูปแบบที่มนุษย์เข้าใจ เช่น ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์พิเศษ รูปภาพ  ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เป็นต้น อุปกรณ์หน่วยแสดงผลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้


รูปที่ 3.28 อุปกรณ์แสดงผลของคอมพิวเตอร์จะแปลงสัญญาณไฟฟ้าให้กลายเป็นรูปแบบต่างๆ ที่มนุษย์เข้าใจ




          จอภาพ (monitor) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงผลลัพธ์ในรูปของตัวอักษร ตัวเลข ภาพนิ่งและเคลื่อนไหวได้ในขณะที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์  แต่เมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ จึงอาจเรียกว่า                หน่วยแสดงผลชั่วคราว จอภาพที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีหลายชนิด ดังนี้

1. จอซีอาร์ที (CRT : Cathode Ray Tube monitor) 

          เป็นจอภาพที่มีรูปร่าง ขนาด และเทคโนโลยีเดียวกับโทรทัศน์ กล่าวคือเป็นเทคโนโลยีที่มีหลักการทำงานโดยการยิงลำแสงผ่านหลอดแก้วแสดงผลขนาดใหญ่ที่เรียกว่า หลอดรังสีแคโทด ซึ่งทำให้มีแสงมายังตาของผู้ใช้ค่อนข้างมาก


รูปที่ 3.29 จอซีอาร์ที
ที่มา : http://image.free.in.th/z/iy/comp_mon1294161837.png


2. จอแอลซีดี (LCD : Liquid Crystal Display monitor)

          เป็นจอภาพแบบแบนและใช้เทคโนโลยีการเรืองแสงของผลึกเหลว หรือ liquid crystal จึงทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าและมีแสงที่ส่องมายังตาผู้ใช้น้อย จึงทำให้ถนอมสายตาได้มากกว่าจอซีอาร์ที จอแอลซีดีแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ จอภาพแบบแอคทีฟเมทริกซ์ (active matrix) ซึ่งเป็นหน้าจอที่ให้ความสว่างและความคมชัดมากมักจะนำไปใช้ในโน้ตบุ๊ก เครื่องพีดีเอ กล้องดิจิทัล เป็นต้น และจอภาพแบบพาสซีพเมทริกซ์ (passive matrix)

          ซึ่งเป็นจอภาพที่ให้ความสว่างและความคมชัดน้อยกว่าจอภาพแบบทีเอฟที มักจะนำไปใช้เป็นจอโทรศัพท์มือถือทั่วไป หรือจอของเครื่องพาล์มท็อปคอมพิวเตอร์ (palmtop computer) สีขาวดำ
รูปที่ 3.30 จอแอลซีดี
ที่มา : https://3c1703fe8d.site.internapcdn.net/newman/gfx/news/hires/2009/p2370l.jpg



3.จอพลาสมา (plasma monitor)

          เป็นจอภาพที่มีเทคโนโลยีที่ให้มุมมองจอภาพที่กว้างถึง 160 องศา มีความสว่างและคมชัดมากกว่าจอแอลซีดี สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆได้ดี จึงเหมาะกับการใช้รับชมภาพยนตร์ และกีฬาเป็นอย่างมาก


รูปที่ 3.31 จอพลาสมา
ที่มา : https://images-na.ssl-images-amazon.com/images/I/31T2d7JH7UL.jpg



4. จอแอลอีดี (LED : Light Emitting Diode)

          เป็นจอภาพที่มีการพัฒนามาจากจอแอลซีดีและจอพลาสมา โดยเทคโนโลยีจอแอลอีดี จะใช้หลอดแอลอีดีขนาดเล็กที่ให้แสงสว่างมากจึงทำให้ภาพที่ได้มีความสว่างและคมชัดมากกว่าจอแอลซีดีและจอพลาสมา ทำงานได้เร็วกว่า ประหยัดพลังงานไฟฟ้ามากกว่า มีน้ำหนักเบา และสามารถมองภาพจากมุมมองด้านต่างๆได้ทั้ง 4 ด้านของจอภาพ

รูปที่ 3.32 จอแอลอีดี

ที่มา : https://images10.newegg.com/NeweggImage/ProductImage/24-022-405-21.jpg



การเลือกซื้อจอภาพ

          1. ควรเลือกประเภทของจอภาพที่เหมาะสมกับการใช้งาน หากต้องใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานประมาณ 4-8 ชั่วโมง ควรเลือกจอภาพแอลซีดี
          2. ควรเลือกจอภาพที่มีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ปัจจุบันมีมาตรฐานอยู่ 2 ขนาดที่ได้รับความนิยม คือ 
15 นิ้ว และ 17 นิ้ว ข้อดีของจอ 17 นิ้ว คือ เหมาะสำหรับงานออกแบบกราฟิกเพราะมีพื้นที่มากกว่าแต่มีราคาสูงกว่าจอ 15 นิ้ว
          3. ควรเลือกจอภาพที่มีศูนย์บริการและมีการรับประกัน

การดูแลรักษาจอภาพ

          1. การเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ควรเปิดจอภาพก่อนจึงเปิดที่ case เครื่อง และไม่ควรเปิดปิดเครื่องติดๆกัน ควรพักเครื่องไว้ประมาณ 5-10 นาที ก่อนเปิดเครื่องใหม่ เพราะการเปิดปิดเครื่องติดๆกันอาจทำให้การทำงานของเครื่องผิดปกติและเครื่องอาจค้างได้
          2. ควรปรับความสว่างของจอภาพให้เหมาะสมกับแสงสว่างของห้องทำงานและสภาพการทำงาน เพราะถ้าปรับแสงสว่างของจอภาพมากเกินไป จะทำให้จอภาพมีอายุการใช้งานสั้นลง
          3. ควรตั้งโปรแกรมถนอมจอภาพเพื่อยืดอายุการใช้งานจอภาพให้ยาวนานขึ้น



          เครื่องพิมพ์ (printer) เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลลัพธ์ในรูปข้อมูล รายงาน รูปภาพ ลงบนกระดาษ
ซึ่งสามารถสัมผัสและเก็บรักษาไว้ได้นาน เครื่องพิมพ์อาจเรียกว่า หน่วยแสดงผลถาวร (hard copy) ในปัจจุบันเครื่องพิมพ์มีหลายชนิด ดังนี้

1. เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก (inkjet printer)

          เครื่องพิมพ์ชนิดนี้นิยมใช้กับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เพราะมีราคาไม่แพงมากนักหลักการพิมพ์ใช้วิธีฉีดพ่นหยดหมึกเล็กๆให้ติดกับกระดาษ มีข้อดีคือทำให้หยดหมึกไม่แพร่กระจายหรือซึมรวมกัน หมึกพิมพ์แบบสีต้องใช้แม่สีซึ่งบรรจุอยู่ในตลับสามสี ปกติการใช้งานสีแต่ละสีจะหมดไม่พร้อมกัน ถ้าสีใดสีหนึ่งหมดจะส่งผลทำให้เครื่องพิมพ์ไม่ทำงาน ดังนั้นบางบริษัทจึงแยกหมึกพิมพ์แต่ละสีออกจากกัน เพื่อให้เป็นอิสระในการเปลี่ยนหมึก เครื่องพิมพ์แบบนี้จะให้ผลงานที่มีความสวยงาม คมชัด จึงเหมาะกับงานที่ต้องการความประณีตสวยงาม
รูปที่ 3.33 เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก
ที่มา : https://digital-photography-school.com/wp-content/uploads/2010/11/printer.jpg



2. เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (laser printer)

          ทำงานคล้ายกับเครื่องถ่ายเอกสารโดยใช้แสงเลเซอร์สร้างประจุไฟฟ้าบวกบนแผ่นกระดาษที่เคลื่อนผ่าน ผงหมึกที่มีประจุลบจะถูกดูดกับประจุบวก จากนั้นลูกกลิ้งร้อนจะช่วยให้หมึกติดบนกระดาษ เครื่องพิมพ์เลเซอร์มีความเร็วในการพิมพ์สูง และมีต้นทุนการพิมพ์เฉลี่ยต่อแผ่นถูกกว่าเครื่องพิมพ์ฉีดหมึก จึงเหมาะกับงานที่ต้องพิมพ์ปริมาณมาก
รูปที่ 3.34 เครื่องพิมพ์เลเซอร์ 
ที่มา : http://www.scts.co.th/catalog/images/HP-LaserJet-Pro-CP1025-Color-Laser-Printer.jpg



การเลือกซื้อเครื่องพิมพ์
          1. ควรเลือกเครื่องพิมพ์ที่เหมาะสมกับลักษณะของงานที่ต้องการ
          2. ควรเลือกเครื่องพิมพ์ที่มีศูนย์บริการและการรับประกัน

การดูแลรักษาเครื่องพิมพ์
          1. ควรใช้กระดาษที่ทีคุณภาพ และมีความหนาที่เหมาะสม โดยความหนาที่แนะนำคือ 80 แกรม ซึ่งจะช่วยลดปัญหากระดาษติดและช่วยยืดอายุการทำงานของฟันเฟืองภายในเครื่อง
          2. ควรตั้งเครื่องพิมพ์ในที่มีฝุ่นละอองน้อย และไม่ปล่อยให้ตลับหมึกค้างอยู่ในเครื่อง เพราะอากาศจะเข้าไปทำให้หัวพิมพ์อุดตันได้
          3. ควรเปิดเครื่องพิมพ์ทำงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะเครื่องพิมพ์ฉีดหมึก เนื่องจากหากไม่มีการใช้งานนานๆ อาจทำให้หัวพิมพ์อุดตันได้

          ลำโพง (speaker) เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลลัพธ์รูปแบบเสียง ซึ่งส่วนใหญ่จะให้มาพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ลำโพง มี 2 ชนิด ดังนี้

          1. ลำโพงแบบขยายเสียงในตัว จะมีปุ่มสำหรับปรับเสียง ได้แก่ ปุ่ม volume สำหรับปรับความดังของเสียง ปุ่ม base สำหรับปรับระดับความดังเสียงทุ้ม และปุ่ม treble สำหรับปรับระดับความดังเสียงแหลม

รูปที่ 3.35 ลำโพงแบบขยายเสียงในตัว
ที่มา : https://www.jbhifi.co.nz/FileLibrary/ProductResources/Images/50780-L-LO.jpg


          2. ลำโพงแบบไม่มีวงจรขยายเสียง  จะมีกรวยของลำโพงที่ใช้ภายในตัวลำโพง (speaker) ขนาดเล็กประมาณ 2 นิ้ว ลำโพงชนิดนี้จะต้องใช้การ์ดเสียงที่มีวงจรขยายเสียงสำหรับขยายเสียงออกลำโพง
รูปที่ 3.36 ลำโพงแบบไม่มีวงจรขยายเสียง
ที่มา : http://ct.lnwfile.com/_/ct/_raw/6e/w2/nd.jpg

การเลือกซื้อลำโพง

          1. ควรทดสอบฟังเสียงก่อน การทดสอบนั้นควรเปิดระดับดังที่สุดและเบาที่สุดเพื่อฟังความคมชัดของเสียง
          2. ควรเลือกลำโพงที่มีศูนย์บริการและการรับประกัน

การดูแลรักษาลำโพง

          1. ควรทำความสะอาดด้านหน้าลำโพง โดยการใช้ไม้ปัดฝุ่นหรือเครื่องดูดฝุ่นขนาดเล็ก
          2. ควรเปิดเสียงในระดับปานกลางหรือร้อยละ 80 จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น เพราะถ้าเปิดดังเกินไป อาจทำให้ลำโพงเกิดความเสียหายได้





      »»» 3.4.1 หน่วยความจำแรม
      »»» 3.4.2 หน่วยความจำรอม

          หน่วยความจำหลัก (main memory) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลและคำสั่งที่อยู่ระหว่างการประมวลผลของคอมพิวเตอร์หรือในขณะที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งาน บางครั้งอาจเรียกว่าหน่วยเก็บข้อมูลหลัก (primary storage)
          หน่วยความจำหลักจะทำงานควบคู่ไปกับซีพียูและช่วยให้การทำงานของซีพียูมีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยวงรอบการทำงานของซีพียูนั้นทำงานเร็วมาก หากไม่มีที่เก็บหรือพักข้อมูลและความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลที่มีขนาดเพียงพอ จะทำให้การประมวลผลช้าลง หน่วยความจำหลักแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

3.4.1  หน่วยความจำแรม
          หน่วยความจำแรม (Random Access Memory  : RAM) เป็นหน่วยความจำที่จัดเก็บข้อมูลในขณะที่ซีพียูกำลังประมวลผล หรือเมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นหน่วยความจำประเภทนี้  ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้าในการทำงานเพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหาย หรืออาจเรียกว่า หน่วยความจำแบบลบเลือนได้ (volatile memory)  ซึ่งหากเกิดไฟฟ้าดับ ข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจำจะหายไป

       แรมจะเก็บข้อมูลและคำสั่งหรือโปรแกรมในระหว่างการทำงานของซีพียู โดยซีพียูสามารถเข้าถึงข้อมูลและคำสั่งในแรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากผู้ใช้ต้องการใช้ข้อมูลภายหลังผู้ใช้ต้องย้ายข้อมูลจากแรมไปเก็บไว้ที่หน่วยความจำรอง ซึ่งอาจเป็น ฮาร์ดดิสก์ ออปติคัลดิสก์ หรือหน่วยความจำแบบแฟลช โดยการใช้คำสั่งบันทึก (save) จากโปรแกรมที่ใช้งาน

        แรมที่มีขนาดหน่วยความจำที่ใหญ่มากจะทำงานได้เร็วขึ้น การวัดขนาดของหน่วยความจำของแรม นิยมวัดโดยใช้หน่วยเป็นไบต์ (Byte) โดยเปรียบเทียบกับขนาดของตัวอักษร ดังนี้

       1  Byte  (ไบต์)                 =                        1   ตัวอักษร
       1  KB     (กิโลไบต์)            =                  1,024   ตัวอักษร  ประมาณ   1  พันตัวอักษร
       1  MB    (เมกกะไบต์)         =            1,048,576   ตัวอักษร  ประมาณ   1  ล้านตัวอักษร
       1  GB     (กิกะไบต์)           =      1,073,741,824    ตัวอักษร  ประมาณ   1  พันล้านตัวอักษร
รูปที่ 3.26 แรม
ที่มา : http://www.pngpix.com/wp-content/uploads/2016/04/RAM-PNG-Image4.png


การเลือกซื้อหน่วยความจำแรม

          1. ควรเลือกแรมที่มีมาตรฐานในการผลิต ปัจจุบันแรมจะมีเทคโนโลยี 2 ชนิด ที่นิยมใช้ คือ หน่วยความจำแบบ DDR หรือ Double Data Rate (DDR-SDRAR, DDR-SDRAM) เป็นหน่วยความจำที่มีบทบาทสำคัญบนการ์ดแสดงผล 3 มิติ และหน่วยความจำแบบ Rambus หรือ RDRAM หรือ Rambus DRA เป็นหน่วยความจำที่มีความสามารถในการขนถ่ายข้อมูลสูง
          2. ควรเลือกขนาดของแรมที่เหมาะกับเครื่องคอมพิวเตอร์และการใช้งาน สำหรับเครื่องทั่วไปควรเลือกขนาด                 1-2 GB แต่สำหรับเครื่องที่ทำงานด้านมัลติมีเดีย เกม  และกราฟิก ระดับสูงควรใช้แรมขนาด 4 GB ขึ้นไป
          3. ควรเลือกแรมที่มีความเร็วในการทำงานที่รองรับกับซีพียูที่เราใช้งาน
          4. ควรเลือกแรมที่มีการรับประกัน

การดูแลรักษาหน่วยความจำแรม
          1. ควรถอดหน่วยความจำแรมออกมาทำความสะอาด โดยการปัดฝุ่นด้วยแปรงที่มีขนนุ่มๆ และหลังจากนั้นนำยางลบสีขาวถูตรงขาของแรมทั้งสองข้างเพื่อลบคราบต่างๆที่ติดอยู่
          2. ระวังอย่าให้แรมตกหล่นหรือเปียกน้ำ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายได้

หน่วยความจำรอม (Read Only Memory : ROM) เป็นหน่วยความจำที่บริษัทผู้ผลิตได้ติดตั้งชุดคำสั่งสำหรับใช้ในการเริ่มต้นการทำงานหรือชุดคำสั่งที่สำคัญๆ ของระบบคอมพิวเตอร์โดยรอมมีคุณสมบัติในการเก็บข้อมูลไว้ตลอดโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเลี้ยง (non volatile) นั่นคือ เมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ไปแล้ว และเปิดเครื่องใหม่ข้อมูลในรอมก็จะไม่สูญหาย แต่ผู้ใช้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมชุดคำสั่งลงในรอมได้

รูปที่ 3.27 รอม
ที่มา : https://sites.google.com/a/pkru.ac.th/kru-cher/_/rsrc/1453905469526/rxm/eprom.png






      »»» หน่วยประมวลผลกลาง
      »»» หน้าที่ของซีพียู
      »»» การเลือกซื้อซีพียู
      »»» การดูแลรักษา

          หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ซีพียู (CPU) เป็นอุปกรณ์หลักในการประมวลผลต่างๆ เช่น การคำนวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลำดับ การจัดกลุ่ม การจัดทำรายงาน เป็นต้น หน่วยประมวลผลกลางจึงเปรียบเสมือนสมองของคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดวิเคราะห์เพื่อหาผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ต้องการได้  ซีพียูของเครื่องคอมพิวเตอร์ในระดับพีซีจะถูกบรรจุในชิปที่เรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์

           ซีพียูทำหน้าที่ควบคุมการทำงานและประมวลผลข้อมูล ที่ได้รับจากอุปกรณ์รับข้อมูล (input device) ตามคำสั่งต่างๆ ในโปรแกรมที่เตรียมไว้และส่งต่อไปยังอุปกรณ์แสดงผล (output device) เพื่อให้สามารถเก็บหรืออ่านผลลัพธ์ได้ ถ้าซีพียูยิ่งมีความเร็วมาก จะยิ่งประมวลผลได้เร็วขึ้นความเร็วของซีพียูจะถูกควบคุมโดยสัญญาณนาฬิกา (system clock) ซึ่งเป็นตัวให้จังหวะการทำงาน เหมือนกับจังหวะของการเล่นดนตรี หน่วยวัดความเร็วของสัญญาณนาฬิกาดังกล่าวเรียกว่า เฮิร์ตซ์ (Hertz : Hz) ซึ่งเทียบเท่ากับ 1 ครั้งต่อวินาที  โดยปกติแล้วซีพียูจะมีการทำงานที่เร็วมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นของซีพียู
รูปที่ 3.25 ไมโครโพรเซสเซอร์ที่มีซีพียูบรรจุอยู่
ที่มา  : https://notebookspec.com/web/wp-content/uploads/2015/05/Screenshot-211.png



     1. ควรเลือกความเร็วของซีพียูที่เหมาะสมกับงานต่างๆดังนี้

ลักษณะการใช้งาน
ความเร็วของซีพียู
พิมพ์เอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง และเล่นอินเทอร์เน็ต
 700 - 1,300 MHz
กราฟิก ตกแต่งภาพความละเอียดสูง
 1.3 – 2.0 GHz
สร้างมัลติมีเดีย ตัดต่อเสียง และวิดีโอ
 2.0 GHz ขึ้นไป

2. ควรเลือกซีพียูที่มีการรับประกัน

1. ไม่ควรวางซีพียูไว้ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง
2. ไม่ควรวางอาหารและเครื่องดื่มไว้ใกล้เครื่องคอมพิวเตอร์






      »»» 3.2.1 แป้นพิมพ์
      »»» 3.2.2 เมาส์
      »»» 3.2.3 สแกนเนอร์
      »»» 3.2.4 อุปกรณ์จับภาพ
      »»» 3.2.5 อุปกรณ์รับเสียง

           หน่วยรับข้อมูล (input unit) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่คอมพิวเตอร์ เช่น ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ เป็นต้น โดยจะแปลงข้อมูลให้ไปอยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้าที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ โดยนำมาจัดเก็บที่หน่วยความจำหลัก และใช้ประมวลผลได้ อุปกรณ์หน่วยรับข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้

รูปที่ 3.6 หน่วยรับข้อมูลต่างๆ ของคอมพิวเตอร์



          แป้นพิมพ์ (keyboard) ทำหน้าที่รับข้อมูลโดยการกดแป้นพิมพ์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ดีด ประกอบด้วยปุ่มสำหรับพิมพ์อักขระ ตัวเลข เรียกใช้ฟังก์ชันของซอฟต์แวร์และควบคุมการทำงานร่วมกับปุ่มอื่นๆ

รูปที่ 3.7  แป้นพิมพ์มาตรฐาน

ที่มา : https://www.profesionalreview.com/wp-content/uploads/2015/12/Genius-KB-110X.jpg


1. แป้นพิมพ์ที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ (ergonomic keyboard)

          เป็นแป้นพิมพ์ที่ออกแบบการจัดวางปุ่มตามสรีระของมือ เพื่อช่วยลดอาการเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณข้อมือ ที่เกิดจากการพิมพ์งานเป็นเวลานาน รวมทั้งมีปุ่มสำหรับเลือกฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วน เช่น ปุ่มควบคุมระบบมัลติมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง การเล่นไฟล์วิดีโอต่างๆ สามารถทำได้อย่างสะดวก เป็นต้น


รูปที่ 3.8 แป้นพิมพ์ที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์
ที่มา :  https://i.pinimg.com/600x315/e9/83/98/e983984b1988f7992920a024cc7e3a4e.jpg


2. แป้นพิมพ์ไร้สาย (cordless keyboard)

           เป็นแป้นพิมพ์ที่สามารถส่งผ่านข้อมูลโดยเทคโนโลยีไร้สายและทำงานโดยใช้พลังงานแบตเตอรี่ ทำให้เกิดความสะดวกในการเคลื่อนย้ายไปวางยังตำแหน่งต่างๆ ที่อยู่ในรัศมีของสัญญาณนอกเหนือจากโต๊ะทำงานได้
รูปที่ 3.9 แป้นพิมพ์ไร้สาย
ที่มา :  http://www.techpill.lt/wp-content/uploads/2010/08/logitech_k800.jpg


3. แป้นพิมพ์พกพา  (portable keyboard)

           เป็นแป้นพิมพ์ที่ออกแบบสำหรับใช้ร่วมกับเครื่องพีดีเอ  เนื่องจากการพิมพ์ข้อมูลลงบนแป้นพิมพ์ของเครื่องพีดีเอนั้นไม่สะดวก เพราะมีแป้นพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก จึงมีการสร้างแป้นพิมพ์ที่เหมาะสมกับเครื่องพีดีเอ ซึ่งสามารถพกพาไปยังที่ต่างๆได้ง่ายขึ้น

รูปที่ 3.10 แป้นพิมพ์พกพา

ที่มา : https://sites.google.com/site/kroonom/_/rsrc/1337264123474/hnwy-rab-khxmul/pda%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B2.jpg?height=256&width=320


4. แป้นพิมพ์เสมือน (virtual keyboard)

          เป็นแป้นพิมพ์ที่ออกแบบสำหรับใช้ร่วมกับเครื่องพีดีเอเชนเดียวกันกับแป้นพิมพ์พกพา แต่ต่างกันตรงที่มีการจำลองภาพให้เสมือนแป้นพิมพ์จริงโดยอาศัยการทำงานของแสงเลเซอร์ยิงลงไปบนโต๊ะหรืออุปกรณ์รองรับสัญญาณที่เป็นพื้นผิวเรียบ ซึ่งเมื่อต้องการใช้งานสามารถที่จะพิมพ์หรือป้อนข้อมูลที่เห็นเป็นภาพเสมือนแผงแป้นพิมพ์นั้นเข้าไปได้เลย ตัวรับแสงในอุปกรณ์จะตรวจจับได้เองว่าผู้ใช้วางนิ้วไปกดตรงตัวอักษรใด ซึ่งทำให้ป้อนข้อมูลตัวอักษรลงในเครื่องได้


รูปที่ 3.11 แป้นพิมพ์เสมือน อาศัยหลักการทำงานของเลเซอร์
ที่มา : https://neabcomputer.files.wordpress.com/2013/07/infraredprojectorkeyboard.jpg



การเลือกซื้อแป้นพิมพ์

          1. ควรเลือกแป้นพิมพ์ที่เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน ดังนี้

ลักษณะการใช้งาน
แป้นพิมพ์ที่ควรเลือกใช้
พิมพ์งานจำนวนมากและใช้เป็นเวลานาน
แป้นพิมพ์ที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์
เคลื่อนย้ายแป้นพิมพ์บ่อย
แป้นพิมพ์ไร้สาย
เล่นเกม
แป้นพิมพ์ที่มีความทนทาน รองรับการกระแทกได้
เครื่องพีดีเอที่ต้องการพิมพ์งานได้สะดวก                  และรวดเร็ว
แป้นพิมพ์พกพาและแป้นพิมพ์เสมือน

          2. ควรเลือกแป้นพิมพ์ที่มีปุ่มกดไม่แข็งเกินไป
          3. ควรเลือกแป้นพิมพ์ที่มีการรับประกัน

การดูแลรักษาแป้นพิมพ์

          1. ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกต่างๆ โดยใช้สำลีพันก้านชุบ แอลกอฮอล์ นำมาเช็ดคราบสกปรกบนแป้นพิมพ์
           2. อย่าทำน้ำหยดใส่แป้นพิมพ์ เนื่องจากแป้นพิมพ์มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายใน อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรเสียหายได้

          เมาส์ (mouse) เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่ใช้เลื่อนตัวชี้ตำแหน่ง ผู้ใช้สามารถบังคับเมาส์เพื่อควบคุมตัวชี้ตำแหน่งไปมาบนจอภาพได้ ปกติตัวชี้ตำแหน่งของเมาส์จะเป็นลูกศร ซึ่งจะเกิดการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้รวดเร็วกว่าแป้นพิมพ์ เมาส์โดยทั่วไปมี 3 ประเภท ดังนี้

          1. เมาส์แบบทั่วไป (mechanical mouse) เป็นเมาส์ที่ออกแบบโดยใช้ลูกบอลเป็นตัวจับทิศทางที่เมาส์เลื่อนไป ลูกบอลของเมาส์ มีลักษณะเป็นลูกกลมๆ ที่ทำมาจากยางกลิ้งอยู่ด้านล่าง ซึ่งลากผ่านแผ่นรองเมาส์ (mouse pad) ในการเลื่อนตำแหน่งต่างๆบนจอภาพ สำหรับส่วนบนจะมีปุ่มให้เลือกกดประมาณ 2-3 ปุ่ม ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิตบางแบบอาจมีปุ่มล้อที่หมุน (scroll) และกดได้ เพื่อควบคุมการทำงานขึ้นลงของแถบเลื่อนหน้าจอ (scroll bar) ในหน้าต่างโปรแกรมบางประเภท

รูปที่ 3.12 เมาส์แบบทั่วไป
ที่มา : https://sites.google.com/site/kroonom/_/rsrc/1337264455379/hnwy-rab-khxmul/scrollmouse.jpg?height=320&width=320

2. เมาส์แบบแสงหรือออปติคัลเมาส์ (optical mouse)

          เมาส์แบบนี้ทำงานได้โดยไม่ต้องใช้ล้อหมุนแต่ใช้แสงส่องไปกระทบพื้นผิวด้านล่าง เนื่องจากการใช้เมาส์แบบทั่วไปที่ใช้ลูกบอลมีข้อเสีย คือ เมื่อใช้ไปนานๆ ลูกบอลจะกลิ้งผ่านและเก็บเอาฝุ่นละอองเข้าไปด้วยฝุ่นละอองเหล่านี้จะจับตัวกันหนาขึ้น ส่งผลให้กลไกในการทำงานผิดเพี้ยนไปโดยวงจรภายในเมาส์แบบแสง จะวิเคราะห์แสงสะท้อนที่เปลี่ยนไปเมื่อเลื่อนเมาส์และแปลงทิศทางเป็นการชี้ตำแหน่ง  
ข้อจำกัดของเมาส์แบบแสงหรือออปติคอลเมาส์ คือ ทำงานได้กับพื้นผิวที่ไม่เกิดการสะท้อนของแสง หากเป็นพื้นกระจกสะท้อนแสงหรือกระจกแบบที่แสงทะลุผ่านได้  เมาส์จะไม่สามารถใช้งานได้

รูปที่ 3.13  เมาส์แบบแสง
ที่มา : http://www.wbac-pruksa.ac.th/file/Projects/Pictures/Optical_Mouse.jpg


3. เมาส์แบบไร้สาย (cordless หรือ wireless mouse)

          เมาส์ที่ใช้คลื่นวิทยุหรือแสงอินฟราเรดในการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้มีการเคลื่อนไหวที่สะดวก
ข้อจำกัดของเมาส์แบบไร้สาย คือ ใช้แบตเตอรี่ในการทำงาน และจะใช้ได้ในระยะที่ไม่ไกลจากตัวรับสัญญาณ

รูปที่ 3.14  เมาส์แบบไร้สาย
ที่มา: https://notebookspec.com/web/wp-content/uploads/2010/09/WirelessMouseM310.png



นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ที่มีการทำงานคล้ายเมาส์ ดังนี้

          1. ลูกกลมควบคุม (track ball) เป็นอุปกรณ์ที่มีลูกบอลขนาดเล็กวางอยู่ด้านบน ผู้ใช้สามารถบังคับลูกบอลให้หมุนไปมาเพื่อควบคุมตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพนิยมสร้างไว้กับเครื่องโน้ตบุ๊ก เพราะสะดวกต่อการใช้งาน และใช้พื้นที่น้อย
รูปที่ 3.15 ลูกกลมควบคุม
ที่มา : http://images.highspeedbackbone.net/skuimages/large/L23-6146.jpg


          2.แท่งชี้ควบคุม (track point) เป็นแท่งพลาสติกเล็กๆอยู่ตรงกลางแป้นพิมพ์ ผู้ใช้บังคับแท่งชี้ควบคุมโดยใช้นิ้วหัวแม่มือกดและเลื่อน เพื่อเลื่อนตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพได้

รูปที่ 3.16 แท่งชี้ควบคุม
ที่มา : http://pic.shop.lenovo.com.cn/g1/M00/00/83/CmBZEFZeqSyAYlpTAAFuci7LKyc458.jpg



          3. แผ่นรองสัมผัส (touch pad) เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมที่วางอยู่หน้าแป้นพิมพ์ของเครื่องโน้ตบุ๊ก ผู้ใช้สามารถใช้นิ้ววาดเพื่อเลื่อนตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพได้



รูปที่ 3.17 แผ่นรองสัมผัส
ที่มา : http://isource.com/wp-content/uploads/2014/01/apple-macbook-pro-touchpad.jpg

          4. จอยสติ๊ก (joystick) จะเป็นก้านสำหรับใช้โยกขึ้นลง/ซ้ายขวา เพื่อย้ายตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ และมีแป้นกดสำหรับสั่งงานพิเศษ นิยมใช้กับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือควบคุมหุ่นยนต์
รูปที่ 3.18 จอยสติ๊ก

ที่มา : https://f.ptcdn.info/600/030/000/1429699196-jjjjj-o.jpg


          5. จอภาพสัมผัส (touch screen) ผู้ใช้เพียงสัมผัสนิ้วลงบนจอภาพในตำแหน่งที่กำหนดไว้ เพื่อเลือกการทำงาน หลักการนี้นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เพื่อช่วยให้ผู้ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่คล่องสามารถเลือกใช้โปรแกรมที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
รูปที่ 3.19  จอภาพสัมผัส
ที่มา : https://images-na.ssl-images-amazon.com/images/I/71ijb-mR21L._SL1500_.jpg


          6. ปากกาแสง (light pen) เป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถไวต่อแสง โดยปากกาจะเป็นตัวกำหนดตำแหน่งบนจอภาพ รวมทั้งสามารถใช้วาดลักษณะหรือรูปแบบของข้อมูลให้ปรากฏบนจอภาพโดยการแตะปากกาไปบนจอภาพ


รูปที่ 3.20 ปากกาแสง
ที่มา : http://www.ipesp.ac.th/learning/071001/chapter3/pic/ligth.JPG


การเลือกซื้อเมาส์

          1. การเลือกซื้อเมาส์ที่มีการออกแบบให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน ดังนี้

ลักษณะการใช้งาน
เมาส์ที่ควรเลือกใช้
ตัวชี้ตำแหน่งเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่กำหนดได้แม่นยำ
เมาส์แบบแสงหรือออปติคอลเมาส์
ประหยัดพื้นที่
เมาส์แบบไร้สาย
          2. ควรเลือกเมาส์ที่มีขนาดเหมาะสมกับสรีระของมือผู้ใช้
          3. ควรทดลองใช้เมาส์ก่อนซื้อ เพื่อตรวจสอบลูกบอลและปุ่มกดบนเมาส์ว่าสะดวกต่อการใช้งานหรือไม่

การดูแลรักษาเมาส์
          1.ควรวางเมาส์บนแผ่นรองเมาส์ทุกครั้งที่ใช้งานและทำความสะอาดแผ่นรองเมาส์ โดยเช็ดด้วยผ้าแห้งอย่างสม่ำเสมอ
          2. ควรทำความสะอาดบริเวณลูกบอลและก้านพลาสติกในตัวเมาส์อย่างสม่ำเสมอ โดยนำลูกบอลมาเช็ดด้วยผ้าแห้ง และใช้สำลีพันก้านชุบแอลกอฮอล์หมาดๆ เช็ดที่ก้านพลาสติก


          สแกนเนอร์ (scanner) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้หลักการของการส่องแสงไปยังข้อความ สัญลักษณ์หรือภาพ ที่ต้องการทำสำเนาภาพ จากนั้นข้อมูลที่ถูกอ่านจะถูกแปลงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าและเก็บเป็นไฟล์ภาพ สแกนเนอร์ มี 3 ประเภท ดังนี้

          1. สแกนเนอร์มือถือ (handheld scanner) เป็นสแกนเนอร์ที่มีขนาดเล็ก สามารถถือและพกพาติดตัวได้สะดวกการใช้สแกนเนอร์มือถือนี้ ผู้ใช้ต้องถือตัวสแกนเนอร์เลื่อนผ่านบนภาพหรือเอกสารต้นฉบับที่ต้องการ
รูปที่ 3.21 สแกนเนอร์มือถือ
ที่มา : http://www.quinl.com/productImages/UploadImages/Prowill-RH900_854772.jpg



          2. สแกนเนอร์แบบสอดกระดาษ (sheetfed scanner)
เป็นสแกนเนอร์ที่ผู้ใช้ต้องสอดภาพหรือเอกสารเข้าไปยังช่องสำหรับอ่านข้อมูล (scan head) เครื่องชนิดนี้จะเหมาะสำหรับการอ่านเอกสารที่เป็นแผ่นๆ แต่ไม่สามารถอ่านเอกสารที่เย็บเป็นเล่มได้

รูปที่ 3.22 สแกนเนอร์แบบสอดกระดาษ
ที่มา : http://product-images.www8-hp.com/digmedialib/prodimg/lowres/c03818775.png

3. สแกนเนอร์แบบแท่น (flatbed scanner)

          เป็นสแกนเนอร์ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน โดยการวางกระดาษเอกสารต้นฉบับที่ต้องการลงบนเครื่องสแกนเนอร์ทำให้ใช้งานง่าย

รูปที่ 3.23  สแกนเนอร์แบบแท่น
ที่มา : http://animationreporter.com/wp-content/uploads/2014/08/Flatbed-Scanner.jpg


การเลือกซื้อสแกนเนอร์

          1. ควรเลือกที่มีความละเอียดในการสแกนที่เหมาะกับการนำไปใช้งาน
          2. ควรเลือกซื้อยี่ห้อที่มีศูนย์บริการและมีการรับประกัน

การดูแลรักษาสแกนเนอร์
          1. ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยนำผ้าสะอาดไม่มีขนชุบน้ำหมาดๆ มาเช็ดกระจกของเครื่องสแกนเนอร์
          2. ปิดเครื่องทุกครั้งหลังการใช้งาน
          3. หากกระดาษติดอย่ากระชาก ให้ค่อยๆ ดึงออก
          4. ควรใช้สแกนเนอร์เป็นประจำ เพื่อกระตุ้นการทำงานของเครื่อง


          อุปกรณ์จับภาพ (image capturing devices) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เก็บภาพต้นฉบับในรูปดิจิทัล อุปกรณ์จับภาพมี 2 ชนิด ดังนี้

          1. กล้องถ่ายภาพดิจิทัล (digital camera) มีรูปร่างและการทำงานคล้ายกล้องถ่ายภาพ แต่ภาพนิ่งที่ได้จากกล้องดิจิทัลจะเป็นไฟล์ในหน่วยความจำของกล้องแทนฟิล์มซึ่งผู้ใช้สามารถดูภาพจากกล้องได้ทันที
รูป 3.24 กล้องถ่ายภาพดิจิทัล
ที่มา : http://www.100ydesign.com/graphic-design/images/slr-like.jpg



          2. กล้องถ่ายวิดีโอดิจิทัล (digital video camera) มีรูปร่างและการทำงานคล้ายกล้องวิดีโอ แต่ภาพเคลื่อนไหวที่ได้จากกล้องถ่ายวิดีโอดิจิทัลจะเป็นไฟล์ในหน่วยความจำของกล้องแทนฟิล์ม นอกจากนี้กล้องถ่ายวิดีโอดิจิทัลยังสามารถจับภาพนิ่งได้ด้วย

รูปที่ 3.25 กล้องถ่ายวิดีโอดิจิทัล
ที่มา : https://th-live-03.slatic.net/p/2/15-tft-16-8-x-dv-1466078183-4143296-ff728068c6a1da4aeef0950885b45291.jpg


การเลือกซื้ออุปกรณ์จับภาพ

          1. ควรเลือกที่มีความละเอียดของภาพที่เหมาะกับการนำไปใช้งาน
          2. ควรเลือกซื้อยี่ห้อที่มีศูนย์บริการและมีการรับประกัน

การดูแลรักษาอุปกรณ์จับภาพ

          1. ควรทำความสะอาดเลนส์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้มีฝุ่นบริเวณเลนส์ของกล้องโดยใช้ลูกยางเป่าฝุ่นละอองออกจากหน้าเลนส์ ห้ามใช้ปากเป่าที่หน้าเลนส์โดยตรง และเช็ดเลนส์ด้วยกระดาษสำหรับเช็ดเลนส์โดยเฉพาะ หรือใช้ผ้าที่มีเนื้อนุ่ม สะอาดและแห้งแทนก็ได้
          2. ควรเก็บกล้องไว้ในที่แห้งและเย็น ปราศจากฝุ่นละออง
          3. ควรนำกล้องมาถ่ายภาพเดือนละประมาณ 1-2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการทำงาน และยืดอายุการใช้งานของกล้อง

          อุปกรณ์รับเสียง (audio-input devices) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลเสียงทั้งเสียงพูด เสียงเพลง และเสียงอื่นๆ จากนั้นอุปกรณ์จะแปลงสัญญาณเสียงที่มนุษย์เข้าใจให้อยู่ในรูปสัญญาณไฟฟ้าที่คอมพิวเตอร์นำไปประมวลผลได้  อุปกรณ์รับเสียงที่นิยมใช้ ได้แก่ ไมโครโฟน

รูปที่ 3.24 ไมโครโฟน เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลในรูปแบบของเสียง
ที่มา :  https://img.tarad.com/shop/s/sumonhitech/img-lib/spd_20130219144603_b.jpg

การเลือกซื้ออุปกรณ์รับเสียง

          1. ควรเลือกซื้อให้เหมาะกับการใช้งาน
          2. ควรเลือกซื้อยี่ห้อที่มีศูนย์บริการและการรับประกัน

การดูแลรักษาอุปกรณ์รับเสียง

          1. ควรใช้ไมโครโฟนตรงตามลักษณะของการใช้งาน
          2. ควรวางไมโครโฟนเบาๆ และไม่ควรกระแทกไมโครโฟนกับพื้น
          3. ควรทำความสะอาดทุกครั้งหลังการใช้งาน โดยนำผ้าแห้งเช็ดให้สะอาดเพื่อป้องกันฝุ่นละออง และเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อสัปดาห์ละครั้ง






ลำดับขั้นตอนการศึกษาบทเรียน

หน้าหลัก
»คำแนะนำการใช้บทเรียน
»คำอธิบายรายวิชา
»แบบทดสอบก่อนเรียน
»แบบทดสอบหลังเรียน

หน่วยที่ 1 รู้จักกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

»จุดประสงค์การเรียนรู้
»แบบทดสอบก่อนเรียน

  »» 1.1 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารคืออะไร
      »»»เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์
      »»»เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร
      »»»เทคโนโลยี (Technology)
      »»»สารสนเทศ (information)
      »»»เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT)

  »» 1.2 ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
      »»» 1.2.1 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
      »»» 1.2.2 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถนำไปประยุกต์ในด้านต่างๆ
      »»» 1.2.3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยทำให้การบริการสะดวกขึ้น
      »»» 1.2.4 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยให้การทำงานรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ
      »»» 1.2.5 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

  »» 1.3 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
      »»»» 1.3.1 ผลกระทบด้านบวก
           1) การสร้างเสริมคุณภาพชีวิต
           2) การเสริมสร้างความเสมอภาคในสังคมและการกระจายโอกาส
           3) การเรียนการสอนและส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย
           4) การรักษาสิ่งแวดล้อม
           5) การรักษาความปลอดภัย
           6) การผลิตในอุตสาหกรรมและการพาณิชยกรรม
           7) การสร้างสรรค์ผลงานและพัฒนาความคิด
           8) การส่งเสริมประชาธิปไตย
      »»»» 1.3.2 ผลกระทบด้านลบ
           1) ทำให้เกิดอาชญากรรม
           2) ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเสื่อมถอย
           3) ทำให้เกิดความวิตกกังวล
           4) ทำให้เกิดความเสี่ยงภัยในการดำเนินงาน
           5) ทำให้เกิดการพัฒนาอาวุธไปใช้ในทางที่ผิด
           6) ทำให้เกิดการแพร่กระจายข่าวสารที่ไม่เหมาะสม
           7) ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ
           8) ทำให้ติดคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

  »» วิดีโอสรุปเนื้อหาหน่วยที่ 1

» แบบทดสอบหลังเรียน

หน่วยที่ 2 ข้อมูลและสารสนเทศ

»จุดประสงค์การเรียนรู้
»แบบทดสอบก่อนเรียน

»»2.1 ข้อมูลและสารสนเทศ
      »»» ข้อมูล (data)
      »»» สารสนเทศ (information)
      »»» การประมวลผล (processing)
      »»» การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ

»»2.2 ประเภทของข้อมูล
      »»» 2.2.1 ข้อมูลปฐมภูมิ
      »»» 2.2.2 ข้อมูลทุติยภูมิ

»»2.3 วิธีการประมวลผลข้อมูล
      »»» 2.3.1 การประมวลผลแบบเชื่อมตรง
      »»» 2.3.2 การประมวลผลแบบกลุ่ม

»»2.4 การจัดการสารสนเทศ
      »»» 2.4.1 การรวบรวมข้อมูลและการตรวจสอบข้อมูล
      »»» 2.4.2 การประมวลผลข้อมูล
      »»» 2.4.3 การดูแลรักษาข้อมูล

»»2.5 ระดับของสารสนเทศ
      »»» 2.5.1 ระดับบุคคล
      »»» 2.5.2 ระดับกลุ่ม
      »»» 2.5.3 ระดับองค์กร

»»วิดีโอสรุปเนื้อหาหน่วยที่ 2

»แบบทดสอบหลังเรียน

หน่วยที่ 3 องค์ประกอบคอมพิวเตอร์

»จุดประสงค์การเรียนรู้
»แบบทดสอบก่อนเรียน

»»3.1 หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
      »»» 1. หน่วยรับข้อมูล (input unit)
      »»» 2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
      »»» 3. หน่วยความจำหลัก (main memory)
      »»» 4. หน่วยแสดงผล (output unit)
      »»» 5. หน่วยความจำรอง (secondary storage)

»»3.2 หน่วยรับข้อมูล
      »»» 3.2.1 แป้นพิมพ์
      »»» 3.2.2 เมาส์
      »»» 3.2.3 สแกนเนอร์
      »»» 3.2.4 อุปกรณ์จับภาพ
      »»» 3.2.5 อุปกรณ์รับเสียง

»»3.3 หน่วยประมวลผลกลาง
      »»» หน่วยประมวลผลกลาง
      »»» หน้าที่ของซีพียู
      »»» การเลือกซื้อซีพียู
      »»» การดูแลรักษา

»»3.4 หน่วยความจำหลัก
      »»» 3.4.1 หน่วยความจำแรม
      »»» 3.4.2 หน่วยความจำรอม

»»3.5 หน่วยแสดงผล
      »»» 3.5.1 จอภาพ
      »»» 3.5.2 เครื่องพิมพ์
      »»» 3.5.3 ลำโพง

»»3.6 หน่วยความจำรอง
      »»» 3.6.1 ฮาร์ดดิสก์
      »»» 3.6.2 ออปติคัลดิสก์
      »»» 3.6.3 อุปกรณ์หน่วยความจำแบบแฟลช

»»3.7 บทบาทของคอมพิวเตอร์
      »»» 3.7.1 ด้านราชการ
      »»» 3.7.2 ด้านงานธุรกิจ
      »»» 3.7.3 ด้านการคมนาคมขนส่ง
      »»» 3.7.4 ด้านงานการศึกษา
      »»» 3.7.5 ด้านงานวิทยาศาสตร์และการแพทย์
      »»» 3.7.6 ด้านงานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม
      »»» 3.7.7 งานอื่นๆ

»»3.8 ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์
      »»» 3.8.1 ช่วยสร้างงาน
      »»» 3.8.2 ช่วยสร้างความบันเทิง
      »»» 3.8.3 ช่วยติดต่อสื่อสาร
      »»» 3.8.4 ช่วยสืบค้นข้อมูล
      »»» 3.8.5 ช่วยแก้ปัญหาทางด้านสังคมและประเทศ

»»วิดีโอสรุปเนื้อหาหน่วยที่ 3

»แบบทดสอบหลังเรียน

»แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม
»ผู้จัดทำ

--ขึ้นบนสุด--

ครูนงลักษณ์ เย็นสุข

บทเรียนที่ได้รับความสนใจมากสุด

หมวดหมู่

ติดต่อครูนงลักษณ์

Name

Email *

Message *

ยอดเข้าชม